เล่าเรื่องวีซ่าไปแล้วไปเอนทรี่ที่แล้ว วันนี้ขอเล่าเรื่องบินเดี่ยวต่อ
 
พอได้วีซ่า แฟนก็บอกว่าเขาลางานได้เดือนเมษา ก็เลยให้วางแผนไปเดือนเมษา โดยจะเดินทางไปด้วยกัน เราก็จัดการลางานเสร็จสรรพ โดยเดินทางคืนก่อนวันจักรี แล้วลายาวไปจนถึงหลังสงกรานต์ 
 
อีกสามอาทิตย์ก่อนเดินทาง เค้าก็บอกว่าบริษัทส่งเค้าไปทำงานต่างประเทศหลายที่ แล้วหลังจากทำงานเสร็จก็ซื้อตั๋วให้เค้าไปเมกาเลยโดยไม่ให้กลับไทยก่อน เพราะมันอ้อม และมันก็ค่าใช้จ่ายมากกว่า วันนั้นล่ำลากันเค้าก็บอกว่า เจอกันอีกทีที่เมกาเลยนะ เราก็นอยมากว่าไมมันไม่มารับกรูล่ะ ออกค่าใช้จ่ายเพิ่มเองก็ได้นี่ฟระ
 
เค้าซื้อตั๋ว China Eastern ให้ ซึ่งเป็นเที่ยวบินที่เราสามารถเดินทางได้เร็วที่สุดนับจากวันสุดท้ายของการทำงานก่อนวันที่เราลา คือ ได้คืนวันที่ 5 เมษา ออกตอนตี 1.55 และถึงเมกา 10 เช้า ตามเวลาท้องถิ่น แต่ต้องรอต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ 6 ชั่วโมง
 
เราโคตรกังวลเลยว่าจะต่อเครื่องราบรื่นดีมั้ย เพราะไม่เคยต่อเครื่องคนเดียวมาก่อน ถึงจะเดินทางโดยเครื่องบินมาหลายครั้งแล้ว แถมไม่แน่ใจว่าต้องผ่าน ตม. จีนมั้ยและต้องมีทรานสิทวีซ่ามั้ย เพราะค้นข้อมูลอ่านเห็นบางคนบอกว่าต้องผ่าน ตม. ด้วย แต่สุดท้ายเราก็ไม่ขอวีซ่า เพราะมั่นใจว่าไม่ต้องมี เนื่องจากแค่ไปต่อเครื่อง รอไม่เกิน 24 ชม. และไม่ได้จะออกไปไหนด้วย
 
วันเดินทางก็ไปทำงานตามปกติ เสร็จแล้วก็ไปตัดผม เพราะเกิดนึกรำคาญและอยากตัดขึ้นมา เสร็จแล้วก็เตรียมตัวพร้อม ออกเดินทางหลังดูพี่โดมไปได้ครึ่งตอน
 
พอออกเดินทางก็ขับรถหลงไปมาอยู่พักใหญ่ เพราะออกช่องผิดตอนลงทางด่วน แต่ดีที่ออกมาไว พอไปถึงสนามบินก็เดินไปที่เคาน์เตอร์สายการบิน เคาน์เตอร์เปิดแล้วก็เดินไปต่อแถว แถวยังไม่ยาวมากแต่คนก็เยอะพอดู เพราะมีหลายเคาน์เตอร์ เป็นคนจีนซะเกือบหมด เข้าแถวอยู่นานแถวก็ไม่ขยับเลย ชะเง้อดูปรากฏว่าเคาน์เตอร์เปิดก็จริง แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่นั่งนะ รออีกพักใหญ่ก็เห็นเจ้าหน้าที่ทยอยประจำที่ แต่แถวเราก็แทบไม่ค่อยขยับอยู่ดี พอถึงคิวก็ยื่นพาสปอร์ตกับ e-ticket ที่ปริ๊นท์มา แล้วก็ยกกระเป๋าช่างน้ำหนัก แล้วก็ถามเพื่อความชัวร์ว่ากระเป๋าเราจะ check through ไปถึงสนามบินปลายทาง คือ LAX หรือไม่ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า check through ถึง LAX แต่ต้องไปรับตั๋วอีกใบที่ Pudong Airport แล้วก็ให้สติ๊กเกอร์วงกลมสีแดง เขียนว่า transchina service มาติดที่เสื้อเพื่อที่คนจะได้รู้ว่าเราไป transit แต่ที่จริงมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย ขอบอก
 
พอ check in เสร็จเรียบร้อย ก็กรอกบัตร departure card แล้วเดินเข้า passport control ตรวจพาสปอร์ต ตม. stamp เรียบร้อยก็ผ่านด่าน security check ตรวจกระเป๋ากะของติดตัว เสร็จแล้วก็เดินไปหาเกทตามที่อยู่บนบอร์ดดิ้งพาส แล้วก็ดูว่าเวลาบอร์ดดิ้งกี่โมงก็ต้องไปให้ทันตามนั้น ระหว่างนั่งรอขึ้นเครื่องที่เกทก็แอบสังเกตผู้โดยสารร่วมทาง บางคนมีสติ๊กเกอร์สีม่วงติด บางคนก็มีสีแดงติดเหมือนเรา เราก็แอบจำหน้าไว้ กะว่าจะเดินตามๆ เค้าไปตอนต่อเครื่อง
 
พอขึ้นเครื่องก็หาที่นั่ง โอ้วแม่เจ้า ต้องเป็นฝันร้ายตลอดทางแน่ๆ เราเลือกที่นั่งติดทางเดินก็จริง แต่ก็ได้ติดทางเดินที่อยู่แถวกลาง คนนั่งข้างก็เป็นป้าๆ ชาวจีนตัวเต่งๆ ที่นั่งข้างๆ แถวตรงข้ามทางเดินก็เป็นคนจีนเพื่อนๆ ป้าที่นั่งข้างๆ เรา ก็มีการชะเง้อชะแง้ หรือคุยข้ามหัวเราตลอด แถมขึ้นเครื่องได้แป๊บ ป้าจีนก็เครื่องติด กรนดังคร่อกๆๆๆ ป้าที่นั่งติดกันก็ขยับตัวเอาแขนกระทุ้งกุอยู่นั่น ไม่ขอโทษสักคำ จากนั้นเราก็รีบควักยาแก้แพ้ที่พกไปออกมากินทันที จะได้หลับๆ ไปซะ ก็หลับไปได้สักพัก ก็ถูกป้าจีนคนข้างๆ เขย่าตัวและปลุกด้วยภาษาจีนที่กุม่ายข้าวจาย แล้วก็ชี้ๆ ไปที่ข้างบนเพดานกะกระเป๋าที่เราวางไว้บนตัก ก็ถึงบางอ้อว่าน้ำมันหยดลงมา กระเป๋าเราเปียก ที่นั่งป้าแกก็เปียก เราก็เลยเรียกแอร์ที่อยู่ฝั่งเรา แอร์จีนสายการบินนี้ก็สุดยอดมาก ไม่ค่อยจะบริการอะไรเลย หน้าตาก็ไม่ยิ้มแย้ม เราเรียกบอกว่าน้ำหยดลงหัวกุ มันก็ไม่สนใจ จนป้าจีนต้องหันไปเรียกพี่แอร์อีกฝั่งมาแทน แล้วแกก็ไปเรียกแอร์คนที่กุเรียกทีแรกอะแหละมาดู (ขออภัยกับสรรพนามที่ใช้นะ อารมณ์มันพาไป) มันก็เอาผ้าขนหนูผืนเล็กๆ อะมายัดตรงร่องที่น้ำมันหยดออกมา เราเดาว่าน้ำมันออกมาจากกระเป๋าของผู้โดยสารที่เอาเก็บไว้ในช่องเก็บนั้นน่ะแหละ
 
จากนั้นเราก็หลับไปอีกโดยไม่กินอะไรเลย ก่อนเครื่องลงได้ ชม. ก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ เพราะไม่อยากอั้นไปเข้าที่สนามบิน เพราะกลัวเดินตามชาวบ้านไปต่อเครื่องไม่ทัน ห้องน้ำสุดยอดมาก สกปรกได้ใจ จากนั้นแอร์ก็เอาใบ arrival card มาแจก แต่ไม่ให้เรา เราเลยถามว่าเราต่อเครื่องไป LA ต้องเขียน arrival card มั้ย เพราะแฟนเราซึ่งไปเที่ยวบินนี้เหมือนกันเมื่อ 3 อาทิตย์ก่อนบอกว่าต้องเขียน พี่แอร์ก็บอกว่าไม่ต้อง พอเครื่องลงเราก็เดินออกจากเครื่อง ออกทางเกทที่ 17 เดินเข้ามาถึงด้านในอาคารก็เห็นโต๊ะ transfer check in ของ China Eastern อยู่ทางขวามือ แถวยาวแล้ว เราก็ต่อแถว อ้อ ลืมบอกไปว่าตอนรอขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ เราเห็นผู้โดยสารติดสติ๊กเกอร์แบบเดียวกะเราหลายคน แต่บางคนก็ถือบอร์ดดิ้งพาส 2 ใบ เราก็ เอ๊ะ ทำไมเขาได้บอร์ดดิ้งพาสกัน 2 ใบแล้วล่ะ พอก่อนลงเครื่องแอร์ก็ประกาศเกทของผู้โดยสารต่อเครื่อง ปรากฏว่ามีผู้โดยสารต่อเครื่องไปหลายที่มาก บางคนก็ลงแล้วต่อเครื่องเลย เราก็เลยว่า อ้อ สงสัยพวกที่ได้บอร์ดดิ้งพาส 2 ใบน่าจะเป็นพวกนี้ ของเราต้องรออีกนาน ก็เลยน่าจะต้องรอให้ชัวร์เรื่องเที่ยวบินก่อนแล้วค่อยออกบอร์ดดิ้งพาสอีกที เพราะฉะนั้นตอนลงเครื่องเราเลยเลิกสนใจชาวบ้านและหันมาพึ่งตัวเอง
 
หลักจากเข้าแถวที่ transfer check in พอถึงคิวเราก็ยื่นพาสปอร์ตกับ e-ticket ให้ไป เค้าก็บอกให้เราเดินลงบันไดแล้วเลี้ยวซ้ายไป transfer hall ซึ่งนั่นหมายความว่าเราต้องเดินผ่าน ตม.! และต้องเขียน arrival card! เราก็เลยเดินไปเข้าแถวพร้อมกรอก arrival card จนถึง ตม. เค้าถามว่าเราจะไปเมกาหรอ เราบอกใช่ แล้วเค้าก็บอกงั้นเราไปช่องเบอร์ 10 ได้มั้ย เราก็เดินไป เค้าก็ stamp ให้เรา จากนั้นเราก็เดินตามที่ถูกบอกมา คือ ลงบันได้แล้วเลี้ยวซ้าย เดินหา transfer hall เดินตามป้ายไป อยู่ๆ ป้ายก็หายไป และเจอที่โล่งๆ มีเก้าอี้เรียงรายแต่ร้างผู้คน หันไปขวามือ เจอประตูเล็กๆ เขียนว่า exit of transfer passenger เราก็ เอ๊ะ ช่องนี้มั้ง เลยเดินออกไป ปรากฏว่าคว้าง เดินหาป้าย transfer hall ก็ไม่เจอ เดินกลับไปมาอยู่รอบหนึ่ง คิดว่าจะกลับเข้าช่องเดิมดีมั้ย หรือจะถามเจ้าหน้าที่หน้าประตูดี ก็ดูป้ายอีกที แล้วก็คิดตามสามัญสำนึกว่า เราต้องเอาบอร์ดดิ้งพาสอีกใบ มันก็เหมือนการ check in ที่เคาน์เตอร์ของสายการบินอีกทีเหมือนที่สุวรรณภูมิ เราเลยเดินไปชั้น 3 ที่เป็น departure แล้วก็หาเคาน์เตอร์สายการบินตัวเอง ไม่มีคนเลย เราก็ยื่นพาสปอร์ตกะ e-ticket เค้าก็ถามว่าต่อเครื่องไป LAX หรอ มีที่อยู่ที่เมกามั้ย เราก็ยื่นให้ แล้วเค้าก็ถามเรา check in กระเป๋าแล้ว 1 ชิ้นใช่มั้ย เราก็ว่าใช่ เค้าก็ออกบอร์ดดิ้งพาสให้ ของเราต่อที่เกท 23 เราก็เดินตามป้ายบอกเลขไป ก็เจอเคาน์เตอร์ ตม. เราก็กรอกใบ departure แล้วก็เข้าแถวผ่าน ตม. แล้วก็เดินผ่าน security check แล้วก็เข้าไปข้างใน เดินหาเกท แต่ไม่ไปที่เกทเพราะเหลืออีกตั้ง 4 ชม. กว่าจะถึงเวลาขึ้นเครื่อง เราก็เดินหาที่นั่งใกล้ๆ เกทที่มีปลั๊กให้ใช้ แล้วก็นั่งออนไลน์ เพราะเค้ามี internet ให้ใช้ฟรี แชทกะแฟนนิดหน่อย
 
พอเที่ยงเราก็เดินไปที่เกท เพราะเกทเปิดตอนเที่ยงสิบห้า คราวนี้เครื่องลำใหญ่กว่าเดิม เราเลือกที่นั่งติดทางเดิน ก็ได้แถวกลางเหมือนเดิมแต่คนละฝั่ง แถวกลางมี 4 ที่นั่ง แต่มีคนนั่งแค่ 2 คน 2 ที่ตรงกลางว่าง เราเลยนั่งสบายหน่อย ตอนนั้นหิวมาก เพราะไม่ได้กินอะไรเลยตั้งกะก่อนขึ้นเครื่อง เพราะไม่รู้สึกอยากยังไงไม่รู้ พอเค้าเสิร์ฟอาหารเราก็ฝืนใจกิน ทั้งที่ก็ไม่รู้สึกอยาก เท่านั้น จากนั้นก็กินยาแกแพ้อีกทีเพื่อจะได้หลับ แล้วก็หลับไป ไฟล์ทนี้ 12 ชม. เราหลับเกือบตลอดทาง ตื่นมากิน 2 ครั้ง กินแก้แพ้ไป 2 ครั้ง อ่านหนังสือไปหน่อย ดูการ์ตูนเคโรโระไปนิด แค่นั้นเอง
 
พอเครื่องลงก็ปอดๆ จากเรื่องราวที่ได้อ่านมาจาก ตม. เรากรอกใบ i-94 กะใบศุลกากรเรียบร้อยก็เตรียมพร้อม ออกจากเครื่องมาคนไม่เยอะ แป๊บเดียวก็ได้ไปยืนหน้า ตม. หน้าตาจีนๆ คนนึง วางท่าน่าดู เราวางพาสปอร์ตบนเคาน์เตอร์ พี่แกก็ไม่หยิบดู แล้วเงยหน้าขึ้นมาแต่มองเฉียงเหนือหูเราไปเหมือนเราไม่มีตัวตน แล้วถามว่าเรามาจากประเทศไทย เราตอบไทยแลนด์ มาทำอะไร มาเที่ยว แล้วก็หยิบพาสปอร์ตเราไปเปิดดู พร้อมถามต่อ มาคนเดียวเนี่ยนะ ใช่ แล้วมาเมกาเนี่ยจะเที่ยวที่ไหนกับใคร เราบอกเรามีเพื่่อนอยู่ที่นี่ ทำงานอะไร รับราชการ แล้วทำอะไร เกี่ยวกับสืบสวน แล้วที่อยู่เนี่ยของใคร อ๋อ ของเพื่อนที่บอกไง แล้วก็ stamp ให้เรา 6 เดือน จากนั้นเราก็ไปรอเอากระเป๋า พักใหญ่กว่าจะได้ จะส่ง message บอกแฟนก็ไม่ได้ เพราะตรงนั้นเค้าห้ามใช้โทรศัพท์ เดาว่าเค้าตัดสัญญาณบริเวณนั้นด้วย
 
พอได้กระเป๋าก็เห็นป้าย Exit ตัวเบ้อเร่อ เลยเดินไปต่อแถวที่ค่อนข้างยาว ระหว่างที่รอในแถวก็เห็นบางคนต้องเอากระเป๋าไปสแกน ส่วนใหญ่จะเห็นหน้าตาเอเชียเนี่ยแหละที่ต้องเอากระเป๋าไปสแกน พอใกล้ถึงคิวเรา แถวที่ต้องสแกนกระเป๋าก็ยาวมากแล้ว เราคิดในใจขออย่าให้เราต้องถูกสแกนกระเป๋าเล้ย เสียเวลาตายชัก
 
พอถึงคิว เจ้าหน้าที่ก็ดูพาสปอร์ตกับใบศุลกากร เราติ๊กว่าเอาอาหารมา เพราะว่าเราเอากาแฟสำเร็จรูปมาด้วยห่อหนึ่ง และเคยอ่านเจอว่าถ้าบอกว่าไม่ได้พกอะไรไป แล้วเค้าเปิดเจอขึ้นมาจะติดแบล๊กลิสต์ที่ต้องถูกตรวจกระเป๋าทุกครั้งที่เข้าประเทศ เราเลยติ๊กตามจริงไป ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ก็ถามเราคล้ายๆ กับที่ ตม. ถาม แต่ถามเยอะเรื่องงานเรา เราก็ว่าทำราชการ เกี่ยวกับกฎหมาย แกก็ถามอีกงานอะไร เราก็ว่าสืบสวน แกก็ทำหน้าทึ่งๆ นิดๆ แล้วก็ขอดูบัตรทำงานเรา พลิกไปพลิกมาก็คืนให้ (บัตรเป็นภาษาไทย ไม่มีภาษาอังกฤษเลย) จากนั้นก็ถามว่าเอาอาหารอะไรมา เราก็ตอบกาแฟ เค้าก็ถาม ไม่มีอย่างอื่นนะ มาม่ามีมั้ย ผลไม้แห้ง เราก็บอกไม่มี จากนั้นก็ถามเราว่าพกเงินเท่าไหร่ เราบอกประมาณ 600 เหรียญ แล้วเค้าก็บอกให้เราไปได้ ทางออกอยู่ทางนั้น ไม่โดนสแกนกระเป๋า เย้!
 
จากนั้นก็เดินออกมาก็เจอแฟนรออยู่แล้ว ยิ้มหน้าบาน แฟนก็บอก เห็นมั้ยเอาแต่กังวลอยู่ได้ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย!
 
นั่นล่ะการเดินทางของเรา หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังเดินทางบ้างนะ ^^
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ผมกับภรรยาจะไป LA ด้วย MU เหมือนกัน ใน 2 ต.ค. 55 กำลังกังวลพอได้อ่านแล้ว หายกังวลเลยครับ ขอบคุณมาก

#2 By เทียนฉาย (103.7.57.18|125.25.235.238) on 2012-09-07 10:42

อ่านไป แอบลุ้นตามไปด้วย
อัพเรื่อย ๆ นะคะ จะแวะมาติดตามค่ะ confused smile