หมายเหตุ: ข้างล่างนี้เขียนไว้ตั้งกะวันแรกที่เดินทางไปถึงซิดนี่ย์ แต่ save เป็น draft ไว้เฉยๆ เพิ่งจะ publish วันนี้นะจ๊ะ ขออนุญาตเขียนเป็นตอนๆ ละกันนะ เพราะบางวันก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรพิเศษ

Sydney Day 1

ว้าว ตอนนี้นั่งอยู่ใน serviced apartment ใน Sydney ที่ชั้น 26 วิวดีมาก ออกไปนั่งที่ระเบียงอากาศเย็นมาก ระเบียงที่ห้องได้วิวดี เพราะไม่มีตึกบัง ทำให้อากาศเข้ามาแบบเต็มๆ แอร์ไม่ต้องเปิด แค่แง้มประตูไว้นิดหน่อยพอ เย็นเหมือนเปิดแอร์ที่กรุงเทพเลย

วิวจากห้องพัก 

เมื่อวานเราตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เก็บข้าวของ แล้วก็ขึ้นแท็กซี่ออกจากคอนโดตอน 9 โมงกว่าๆ ถึงสนามบินเคาน์เตอร์เช็คอินยังไม่เปิด เราเลยเดินไปเข้าห้องน้ำ แล้วแลกเงินได้ที่เรท 29.11 (ถ้าเกิดใครแลกไม่ทันก็ไม่เป็นไรนะ ที่ซิดนีย์มีจุดแลกเงินเต็มไปหมดเลย เรทก็ไม่ต่างกันมากมาย อาจจะดีกว่าเราด้วยซ้ำ แต่จากที่สังเกตนะ เรทที่นู่นมันเปลี่ยนทุกวันเลย บางทีแค่วันเดียวก็ต่างกันเป็น 2 บาท)

ไปเข้าห้องน้ำและแลกเงินกลับมาแป๊บเดียวก็พบว่าคนตั้งแถวหน้าเคาน์เตอร์ยาวแล้ว โชคดีที่ดาร์ลิงเราอยู่โยง เลยได้คิวต้นๆ ลืมบอกไปว่า เราขึ้นเครื่องของสายการบินฟิลิปปินส์และต้องไปต่อเครื่องที่ฟิลิปปินส์ เนื่องจากขากลับแฟนเราจะต้องเดินทางไปดูไบต่อ โดยต่อเครื่องที่ฟิลิปปินส์ ก็เลยจองตั๋วแบบต่อเครื่องที่ฟิลิปปินส์ เพื่อที่ว่าวันเดินทางกลับเขาจะได้เดินทางมาพร้อมกับเราถึงฟิลิปปินส์ได้ และจากนั้นก็แยกกัน เราต่อเครื่องกลับ กทม ส่วนเขาต่อเครื่องไปดูไบ) เช็คอินเสร็จเรียบร้อย ก็เดินผ่าน ตม. จากนั้นก็แวะกินอาหารไทยมื้อสุดท้ายก่อนที่จะไม่ได้กินไปอีก 2 อาทิตย์สำหรับเรา และ 1 เดือนสำหรับแฟนเรา เพราะหลังจากนี้เขาต้องไปทำงานที่ดูไบต่อ

 

มื้อสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง 

ใช้เวลาบนเครื่องประมาณ 3 ชม. ก็ถึงฟิลิปปินส์ โดยที่เราหลับตลอดทางโดยไม่ได้โงหัวขึ้นมากินอะไรเลย ลงเครื่องก็เดินตามชาวบ้านที่ต้องต่อเครื่องไป จากนั้นก็ไปที่ transit counter และเจ้าหน้าที่ก็พาเข้า security check เพื่อเข้าสู่เกท เข้ามาแล้วเราก็เดินสำรวจ แฟนเราอยากซื้อหนมปังให้เรากิน แต่ว่าเราทั้งคู่ไม่มีเงินที่ใช้ในนั้นได้ติดตัวมาเลย ก็เลยไปหาที่นั่งจุ้มปุ๊ก แต่จากนั้นท้องเราก็เริ่มงอแงเพราะหิว แฟนเราเลยตัดสินใจเดินออกไปข้างนอกเพื่อหาตู้ ATM และกดเงินเปโซมาซื้อหนมให้กิน ขากลับเข้ามาต้องผ่าน security check อีกรอบ แต่ระหว่างที่เรารออยู่นั้น เจ้าหน้าที่ก็มาบอกเราเป็นคนแรกๆ ว่าเที่ยวบินไปซิดนีย์ให้ตั้งแถวได้แล้ว แต่ขอโทษเหอะ กว่าเราจะแบกกระเป๋าหนัก 8 โลของตัวเอง 1 ใบและ 16 โลของแฟนอีกหนึ่งใบไปเข้าแถวได้ แถวก็ยาวววววเหยียดซะแล้ว

เรารอจนกระทั่งเกือบจะถึงคิวเราอยู่แล้ว แฟนก็หิ้วน้ำและขนมมา เพื่อที่จะพบว่าเอาน้ำเข้าไปไม่ได้ และก็ถูกยึดไปตอนนั้นน่ะเอง น่าจะคิดตัดสินใจออกไปหาเงินซื้อให้เร็วกว่านี้เนอะ จะได้กินก่อนโดนยึด 

หลังจากผ่านจุดเช็คพาสปอร์ตแล้วและบอร์ดดิ้งพาสแล้ว ก็จะไปเจอโต๊ะตรวจกระเป๋า มันตรวจแม่มทุกอย่างจริงๆ ก่อนหน้าที่จะถึงคิวเรา คือระหว่างที่เรายังรออยู่ในแถวนั่นล่ะ เราเห็นเจ้าหน้าที่คนริมสุดยึดโลชั่นขวดเล็กๆ จากผู้โดยสายคนหนึ่ง หลังจากนั้นมันก็เอาเปิดโลชั่นขวดนั้นมาใช้ทาแขนมันต่อหน้าประชาชี สุดยอดดดดด จากนั้นก็ถึงคิวเรากะแฟน ได้โต๊ะเดียวกันแต่เจ้าหน้าที่คนละคน ของแฟนเราได้คนที่มันเอาโลชั่นทาแขนอะแหละ ตอนอยู่ในแถวเขาแอบกระซิบเราว่าเขาไม่อยากได้เจ้าหน้าที่คนนั้นเล้ย แต่กลับกลายเป็นว่าของเราแย่กว่า เพราะมันให้เราเอาเครื่อง laptop ในกระเป๋ามาบูท และให้เปิดกล้องถ่ายรูปด้วย ในเป้เรามีกล้อง 2 ตัว เป็น compact 1 อัน และ DSLR 1 อัน มันให้เปิดแต่ตัว compact (ไรของมันฟระ) แต่แฟนเราไม่โดนทั้งที่พก laptop  ไปตั้ง 2 เครื่อง เราก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่ามันให้เปิดเครื่องทำไม เพราะพอเปิดเสร็จมันก็ให้ปิดเลยทันที เหมือนกับแค่อยากจะดูว่ามันใช้งานได้หรือเปล่า จากนั้นมันก็ให้เอาของกลับใส่เป้ แล้วมันก็เอาไปใส่ตะกร้าข้างหลังมัน ซึ่งเราจะต้องเดินผ่านประตู scan ตัวเราเพื่อเข้าไปข้างในก่อนถึงจะเข้าไปเอาเป้เราในตะกร้าด้านหลังของเจ้าหน้าที่ได้ แฟนเราแอบบ่นให้ฟังว่า ที่เมกาทำอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาดที่จะให้เอาของแยกจากตัวเรา เพราะคิดดูสิ ระหว่างที่เราต้องเดินผ่านประตู scan ตัวเราเพื่อเดินเข้าไปข้างใน คนที่เข้าไปก่อนมันก็สามารถหยิบของเราไปได้ มันให้เราถอดเข็มขัดและรองเท้า พอเดินผ่านประตูเสร็จก็ต้องนั่งใส่รองเท้าให้เสร็จก่อนอีก ถึงจะเดินเข้าไปเอาเป้ได้

เข้าไปเสร็จก็นั่งแหง่วอีกเป็น ชม. ระหว่างนั้นก็กินแซนวิชกับหนมปังที่แฟนซื้อมาให้ แต่อนิจจา ไม่มีน้ำกิน ระหว่างนั้นก็เปิด BB แชทกับที่บ้านไปด้วย แจ้งข่าวให้แม่รู้ว่าถึงไหนแล้วและปลอดภัยดี ใช้บริการของ Dtac พอถึงเวลาก็ขึ้นเครื่อง นั่งเครื่องต่ออีก 9 ชม. และไปถึงซิดนี่ย์อีกวันถัดไป

อีกวิวจากหน้าต่างห้องพัก 

วันนี้ตอนเช้าพอเครื่องลง เราก็เดินเข้า ตม. ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เพราะได้ยินได้อ่านมาว่าอิมมิเกรชั่นเค้าค่อนข้างเข้มงวดเรื่องคนเข้าประเทศ แต่ระหว่างที่ต่อแถวอยู่นั้น เคาน์เตอร์ข้างๆ ที่ตอนแรกปิดอยู่ ก็มีเจ้าหน้าที่มานั่ง และเรียกให้เราเดินไปคนแรก ว้าว ตม. ที่นั่นล้อ หล่ออะ แอบดูป้ายชื่อ ชื่อว่า Andrew ล่ะ ตาสีฟ้าอมเขียวด้วยและผมทอง เค้าแค่เปิดดูพาสปอร์ตเรา ดูหน้าเรา จากนั้นก็แสตมป์ และส่งคืนให้เรา เราก็พูด thank you เขาก็ผงกหัวและยิ้มให้

จากนั้นก็พอได้กระเป๋าแล้วก็ลากไปเจออีกด่าน เขาดูใบ arrival ที่ให้เรากรอกไว้ตั้งกะบนเครื่อง เราติ๊กว่าไม่ได้เอาอะไรตามรายการในนั้นติดตัวมาเลย แฟนเราก็ด้วย ก็เลยไม่ต้องเปิดกระเป๋าเอาของให้เขาดู แต่เขาให้เรากะแฟนและคนอื่นๆ ที่เป็นแบบเดียวกันไปยืนเรียงแถวและเอากระเป๋าทุกอย่างวางเรียงไว้ เราอยู่คนแรกอีกละ จากนั้นเขาก็เอาหมาบีเกิ้ล (แบบอันเดอร์ด๊อกอะนะ) มาหนึ่งตัว และให้มันดมๆๆๆ ปรากฏว่ามันติดใจเป้เรา ดมไม่เลิก จนเจ้าหน้าที่เขาถามว่าในนั้นมีอะไร เราก็บอกว่ามีแค่เสื้อสเว็ตเตอร์ แล็ปท็อป และกล้องถ่ายรูป (มีเท่านั้นจริงๆ) แต่เขาก็ยังติดใจเพราะว่าดมไม่เลิก ก็เลยให้เจ๊อีกคนที่ตรงเค้านเตอร์ค้นเป้เรา จากนั้นน้องหมาก็ไปดมกระเป๋าแฟนเรา และของคนอื่นๆ ต่อ แต่ก็ไม่ติดใจของใครเลย ตอนนั้นคิดในใจ "งานเข้าแล้วกรู" เพราะว่ากระเป๋าใบนั้นเราเคยใช้ใส่พวกเสื้อผ้า สายจูง อาหารของพุดเดิ้ลสุดสวยของเรา แถมบางทีเจ้าหล่อนยังนอนบนเป้ใบนั้นอีกต่างหาก เลยคิดว่าเจ้าบักบีเกิ้ลนั่นต้องติดใจกลิ่นน้องหมาของเราแน่นอน

เจ๊ที่ค้นกระเป๋าถามว่ามีอาหารอยู่ในนั้นหรือเปล่า เราบอกว่าไม่มี แล้วเจ๊แกก็ค้นเจอแต่ของที่เราบอกจริงๆ เจ๊เลยถามต่อว่า เคยใส่อาหารไว้ในนี้หรือเปล่า เราบอกว่าเปล่า แต่ว่าที่บ้านเรามีหมาพุดเดิ้ลผู้หญิงอยู่ เจ้าบักบีเกิ้ลอาจติดใจกลิ่นน้องหมาเราก็เป็นได้ เจ๊แกเลยปล่อยเราออกมา ฟู่ว นึกว่าจะถูกกักตัวซะแล้ว ขากลับจะเอาพริกไทยโรยเป้ให้ดู หมาๆ ทั้งหลายจะได้ไม่ติดใจเป้เราอีก

วิวจากห้องพัก 

จากนั้นก็ลากสัมภาระทั้งหมดไปที่ประตูทางออก แต่ก็หยุดยืนอยู่ตรงนั้นเพราะแฟนเราไปเดินหาตู้ ATM อยู่ ระหว่างรอมีสาวน้อยน่ารักคนหนึ่งมาถามเราอะไรบางอย่าง เราไม่ทันได้ฟังเลยถามว่า "I'm sorry" ประมาณว่าจะถามว่า "อะไรนะ ขอใหม่อีกครั้งซิ" หล่อนเลยบอกว่าหล่อนมีซิมเติมเงินฟรีแจก เราจะเอามั้ย ถามเราว่าเราจะโทรไปไหนหรือเปล่า เราเลยตอบว่าโทรกลับไทย ชีก็เอาโบรชัวร์ให้ดู โทรกลับเบอร์บ้านที่ไทยแค่ 0.5c เอง ถูกมาก แถม Data Roaming ของ Dtac ก็แพงโคตร เพราะแฟนเคยใช้ตอนไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เมกา อาทิตย์เดียวปาไป 6000 กว่า เลยคุยกับแฟนว่า เดี๋ยวไปถึงเราหาซิม local ไว้ส่ง sms หรือโทรคุยกันแทนใช้ BB service ของ Dtac ดีกว่า ก็เลยรับซิมไว้ 2 อันและเติมเงินกันคนละ $10 แต่ว่าการเปิดเบอร์ที่นั่นมันไม่ง่ายเหมือนบ้านเรานะ ที่แค่เสียบซิมแล้วก็ activate ให้เลย แต่ที่นู่นเราต้องโทรไปหรือไม่ก็ activate online แฟนเราเลยทำการ activate online และเติมเงินไปพร้อมเลย

จากนั้นเราก็เดินออกมาเข้าคิวรอแท็กซี่ โอ้ แม่เจ้า หลังจากเดินพ้นประตูแล้วมันหนาวววว แต่ไม่หนาวเท่าที่คิด เราใส่แค่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นผ้าบางๆ กับแจ๊กเก็ตบางๆ 1 ตัวเท่านั้น แต่อาจเป็นเพราะว่าอยู่กลางแดดก็เป็นได้ มารู้ทีหลังว่าอุณหภูมิตอนนั้นอยู่ที่ประมาณ 9c พอได้แท็กซี่ก็เดินทางไปยัง Meriton Serviced Apartment ต่อเลย

เล่ามายาวละ เอาไว้ต่อตอนหน้าละกันเนอะ

 

Comment

Comment:

Tweet